วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ทรัพย์สินทางปัญญา

ทรัพย์สินทางปัญญา


ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) คือ ความรู้ที่เกิดจากการคิดค้นจนทําให้เกิดมีค่าขึ้นได้หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าทรัพย์สินทางปัญญาได้แก่การที่ผู้ใดหรือคณะบุคคลใดร่วมกันประดิษฐ์คิดค้นออกแบบ สร้างสรรค์จนเกิดผลขึ้นมา และผลงานนั้นมีคุณค่าสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งงาน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม

ประเภทของทรัพย์สินทางปัญญา แบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้

1. ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial property)

2. ลิขสิทธิ์ (Copyright)


1. ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial property) 

เป็นความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่เกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรม
โดยอาจเป็นความคิดในการประดิษฐ์คิดค้น การออกแบบผลิตภัณฑ์
ทางอุตสาหกรรม หรือเทคนิคในการผลิตที่ได้ปรับปรุงหรือคิดค้นขึ้นใหม่หรือที่เกี่ยวข้องกับตัวสินค้า

ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม สามารถแบ่งประเภทออกได้ดังนี้

- สิทธิบัตร (Patent)
- เครื่องหมายการค้า (Trademark)
- ความลับทางการค้า (Trade Secrets)
- ชื่อทางการค้า (Trade Name)
- สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication)


 1.1 สิทธิบัตร(Patent) หมายถึง หนังสือสําคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกําหนด






1.2 เครื่องหมายการค้า(TradeMark) เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์
หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือบริการอาจเป็นภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตรา ชื่อ คํา ข้อความ ตัวหนังสือ ตัวเลข ลายมือชื่อ หรือสิ่งเหล่านั้นอย่างใดอย่างหนึ่งรวมกันก็ได้ใช้เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น




– เครื่องหมายสําหรับสินค้า (Goods Marks) 
คือตราสินค้าที่ติดอยู่กับตัวสินค้าเพื่อให้จดจําง่ายนั้นเอง ซึ่งเราได้พบเห็นกันอยู่ทั่วไป เช่น ตราของโค้ก , หลุยสวิคตอง ที่มีรูปลักษณ์เฉพาะตัว
– เครื่องหมายบริการ (Service Mark) เครื่องหมายที่ใช้ในธุรกิจ
บริการ เช่น การบินไทย, FedEx
– เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) เป็นเครื่องหมายที่รับรองคุณภาพของสินค้า เช่น แม่ช้อยนางรํา, เชลล์ชวนชิม
                                                 – เครื่องหมายรJวม (Collective Mark) เป็นเครื่องหมายที่ใช้ร่วมกับ                                                           บริษัทในเครือ เช่น บริษัทปูนซิเมนต์ไทย


1.3 ความลับทางการค้า(Trade Secrets) ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไปหรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคล ซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่นําไปใช้ประโยชน์ทางการค้าเนื่องจากการเป็นความลับ และเป็นข้อมูลที่เจ้าของหรือผู้มีหน้าที่ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้ มาตรการที่เหมาะสมรักษาไว้เป็นความลับ







1.4 ชื่อทางการค้า(Trade Name) ชื่อที่ใช้ในการประกอบกิจการ เช่น ไทยประกันชีวิต ขนมบ้านอัยการ โกดัก ฟูจิ เป็นต้น




1.5 สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร (Geographical Indication) 
หมายถึง ชื่อ สัญลักษณ์ หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้เรียกหรือใช้แทน แทนแหล่งภูมิศาสตร์สามารถบJงบอกว่าสินค้าที่เกิดจาแหล่งภูมิศาสตร์นั้นเป็นสินค้าที่มี คุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะเฉพาะของแหล่งภูมิศาสตร์นั้น เช่น มีดอรัญญิก ส้มบางมด ผ้าไหมไทย แชมเปญ เป็นต้น






2. ลิขสิทธิ์ (Copyright) 
เป็นผลงานที่เกิดจากการใช้สติปัญญา ความรู้ความสามารถ และความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานให้เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็น "ทรัพย์สินทางปัญญา" ประเภทหนึ่งที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เป็นทรัพย์สินประเภทที่สามารถซื้อขาย หรือโอนสิทธิกันได้ทั้งทางมรดก หรือ โดยวิธีอื่นๆ การโอนลิขสิทธิ์ควรที่จะทําเป็นลายลักษณ์อักษรหรือทําเป็นสัญญาให้ชัดเจน จะโอนสิทธิทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนก็ได้

งานสร้างสรรค์ที่มีลิขสิทธิ์

-งานวรรณกรรม เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพโปรแกรมคอมพิวเตอร์
- งานนาฏกรรม เช่น งานเกี่ยวกับการรำ การเต้น การทำท่า หรือ การแสดงที่ประกอบขึ้นเป็น เรื่องราว การแสดงโดยวิธีใบ้
- งานศิลปกรรม เช่น งานทางด้านจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์
-งานดนตรีกรรม เช่น เนื้อร้อง ทำนอง และรวมถึงโน๊ตเพลงที่ได้แยกและเรียบเรียงเสียงประสาน
                                                                           
การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ ซึ่งมีลักษณะการได้มา ดังนี้

– คุ้มครองทันทีที่ได้มีการสร้างสรรค์งานนั้น
– กรณีที่ยังไม่ได้มีการโฆษณางาน ผู้สร้างสรรค์ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือมีสัญชาติในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญา ว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย
– กรณีที่มีการโฆษณางานแล้ว ต้องเป็นการโฆษณาครั้งแรกได้ทำ ขึ้นในราชอาณาจักรหรือในประเทศที่เป็นภาคีฯ
– กรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ต้องเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย

สิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์
เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใดๆ ต่องานอันมีลิขสิทธิ์ของตน ดังต่อไปนี้

– มีสิทธิ์ในการทำซ้ำ ดัดแปลง จำหน่าย ให้เช่า คัดลอก เลียนแบบทำสำเนา
– การทำให้ปรากฏต่อสาธารณชนหรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิของตนโดยมีหรือไม่มีค่าตอบแทนก็ได้

อายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์


-งานทั่วๆ ไป ลิขสิทธิ์จะมีตลอดอายุผู้สร้างสรรคและจะมีต่อไปอีก 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย กรณีเป็นนิติบุคคล ลิขสิทธิ์จะมีอยู่ 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
- งานภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนต์ หรืองานแพร่เสียง แพร่ภาพ ลิขสิทธิ์มีอยู่ 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น


รูปแบบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

การปลอมแปลง เป็นการผลิตที่มีการใช้วัสดุ รูปลักษณ์ตราสินค้าที่เหมือนกับของเจ้าของทุกประการโดยที่ผู้ซื้ออาจแยกไม่ออกว่าเป็นของจริงหรือไม่ ดังที่เราพบเห็นกันในท้องตลาด เช่น การปลอมนาฬิกาโรเล็กซ์ เสื้อโปโล กระเป๋าหลุยส์ วิตตอง, สินค้าของ Dior เป็นต้น




การลอกเลียนแบบ โดยที่ตัวสินค้ามีรูปร่างหน้าตาเหมือนสินค้าของเจ้าของผู้ผลิตแต่มีการปรับเครื่องหมายการค้าเล็กน้อย เช่น PRADA เป็น PRADO , Sony เป็น Somy เป็นต้น

















การลักลอบผลิต คือ การลักลอบผลิต เทปผี ซีดีเถื่อน ซึ่งเราได้พบเห็นข่าวการลักลอบผลิตอยู่เป็นประจำ เช่น ซีดีภาพยนตรเรื่องต้มยำกุ้งที่เคยเป็นข่าวมาแล้ว







คลิปที่ 1 รู้ทันลิขสิทธิ์




คลิปที่ 2 รู้ทันลิขสิทธิ์  ตอน ทำความรู้จักกับลิขสิทธิ์







คลิปที่ 3 รู้ทันลิขสิทธิ์ ตอน เครื่องหมายการค้ากับลิขสิทธิ์


                                        



                 ลิขสิทธิ์ หมายถึง สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ริเริ่ม
โดยการใช้สติปัญญาความรู้ ความสามารถ และความวิริยะอุตสาหะของตนเองในการสร้างสรรค์ โดยไม่
ลอกเลียนงานของผู้อื่น โดยงานที่สร้างสรรค์ต้องเป็นงานตามประเภทที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้คุ้มครอง 
โดยผู้สร้างสรรค์จะได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน 


           ละเมิดลิขสิทธิ์ หมายถึงการนำผลงานของผู้อื่นมาใช้ เผยแพร่ ดัดแปลง ทำซ้ำ โดยผู้เป็นเจ้าของผลงานไม่อนุญาตหรือไม่ได้รับทราบ ปกติแล้วผลงานใดๆ อาทิ สิ่งประดิษฐ์ วรรณกรรม ศิลปกรรม ฯลฯ เป็นรรมสิทธิ์และลิิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์โดยปริยาย การนำผลงานมาใช้อาจมีเงื่อนไขบางประการเรียกว่าสัญญาอนุญาตซึ่งกำหนดโดยเจ้าของผลงานหรือกำหนดตามกฎหมาย เมื่อไม่ทำตามเงื่อนไขจึงละเมิดลิขสิทธิ์


           เครื่องหมายการค้า หมายถึง ตราสินค้าหรือส่วนหนึ่งของตราสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น เจ้าของมีสิทธิตามกฎหมายเพียงผู้เดียว เราไม่สามารถใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นและบุคคลอื่นก็ไม่สามารถใช้เครื่องหมายการค้าของเราได้ เว้นแต่จะมีสัญญาและข้อตกลงต่อกัน (เช่นการควบกิจการ) สัญลักษณ์อาจจะประกอบไปด้วย ชื่อ ข้อความ วลี สัญลักษณ์ ภาพ งานออกแบบ หรือหลายส่วนร่วมกัน โดยมีความหมายทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องหมายแสดงถึง ชื่อสินค้าเฉพาะอย่าง หรือทุกประเภทในเครื่องหมายการค้าจะเป็นการแสดงภาพเครื่องหมาย ชื่อ ตราสัญลักษณ์เพื่อแสดงถึง อ้างถึง มีความหมายถึงสิ่งใด ๆ ก็ตามที่มีความเกี่ยวข้องกัน


วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

CH04_ภัยคุกคาม ช่องโหว่ และการโจมตี

ภัยคุกคาม ช่องโหว่ และการโจมตี





            ภัยคุกคาม (Threat)  คือ วัตถุ สิ่งของ ตัวบุคคล หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นตัวแทนของการทำอันตรายต่อทรัพย์สิน
                           
           ประเภทของภัยคุกคาม
 1. ความผิดพลาดที่เกิดจากบุคคล เช่น อุบัติเหตุ , ความเข้าใจผิดของพนักงาน
 2. ภัยร้ายต่อทรัพย์สินทางปัญญา เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์
 3. การจารกรรมหรือการรุกล้ำ เช่น การเข้าถึงหรือการรวบรวมข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
 4. การกรรโชกสารสนเทศ เช่น การ Blackmail, การเผยแพร่สารสนเทศที่เป็นความลับ
 5. การทำลายหรือทำให้เสียหาย เช่น การทำลายระบบหรือสารสนเทศ
 6. การลักขโมย เช่น การลักขโมยหรือการโจรกรรมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือสารสนเทศ
 7. ซอฟต์แวร์โจมตี เช่น ไวรัส, เวิร์ม
 8. ภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม, ไฟไหม้, แผ่นดินไหว, ไฟดับ


          ช่องโหว่ (Vulnerabilities) คือ ความอ่อนแอของระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายที่                เป็นโอกาสให้สิ่งที่เป็นภัยคุกคามสามารถเข็าถึงสารสนเทศในระบบได็ซึ่งจะนำไปสู่ความเสียหายแก่สารสนเทศ 

ตัวย่าง เช่น  
               
1.การจัดการบัญชีรายชื่อผู้ใช้ไม่มีประสิทธิภาพ                                                      
 2.ระบบปฏิบัติการไม่ได้รับการซ่อมเสริมอย่างสม่ำเสมอ

3. ไม่มีการอัพเดทไวรัสอย่างสม่ำเสมอ

4.การปรับแต่งค่าคุณสมบัติ ระบบผิดพลาด



         การโจมตี (Attack) คือ การกระทำบางอย่างที่อาศัยความได้เปรียบจากช่องโหว่ของระบบ เพื่อเข้าควบคุมการทำงานของระบบเพื่อให้ระบบเกิดความเสียหาย หรือเพื่อโจรกรรมสารสนเทศ


            รูปแบบของการโจมตี

1. Malicious Code หรือ Malware คือ โคดมุ่งร้ายหรือเป็นอันตราย อันได้แก่ Virus, Worm, Trojan Horse
ยังรวมถึง Web scripts

2. Hoaxes คือ การปล่อยข่าวหลอกลวง เช่น ปล่อยข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสคอมพิวเตอร์ทางเมล์ยังได้แนบโปรแกรมไวรัสไปด้วย เป็นต้น

3. Back door หรือ Trap Door คือ เส้นทางลับที่จะช่วยผู้โจมตีหรือผู้บุกรุกเข้าสู่ระบบได้โดยไม่ผ่าน
กระบวนการตรวจสอบ 

4. Password Cracking คือ การบุกรุกเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ใดๆ โดยใช้วิธีการเจาะ
รหัสผ่าน 

5. Brute Force Attack คือ เป็นการพยายามคาดเดารหัสผ่านโดยการนำคีย์ที่เป็นไปได้ทั้งหมดมา
จัดหมู่ Combination

6. Denial Of Service คือ การปฏิเสธการให้บริการของระบบ เป็นการโจมตีโดยใช้วิธีส่งข้อมูลจำนวนมากไปยังเป้าหมาย
                                                                                                       
     

สรุป จากคลิป

                                                          ไวรัสคอมพิวเตอร์





            ไวรัสคอมพิวเตอร์ คือสิ่งที่บุกรุกเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้ ส่วนมากมักจะมีประสงค์ร้ายและสร้างความเสียหายให้กับระบบของเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย
มีหลายรูปแบบ เช่น ไวรัส  สปายเเวร์  เวิร์ม  ม้าโทรจัน


                              
 - ไวรัสเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในคอมพิวเตอร์ทำให้คอมพิวเตอร์ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ

-เวิร์มเป็นรูปแบบหนึ่งของไวรัสที่มีความสามารถในการทำลายระบบในเครื่องคอมพิวเตอร์สูงที่สุดในบรรดาไวรัสทั้งหมดสามารถกระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต

 -ม้าโทรจันเป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อแอบแฝงกระทำการบางอย่างในเครื่องคอมพิวเตอร์จากผู้ที่ไม่หวังดีโทรจันไม่สามารถกระจายได้จากตัวมันเองจะถูกแนบมาจากอีการ์ด อีเมล หรือโปรแกรมที่มีให้ดาวน์โหลดในอินเทอร์เน็ต

-สปายแวร์เป็นโปรแกรมเล็กๆที่ถูกเขียนขึ้นมาสอดส่องการใช้งานในเครื่องคอมพิวเตอร์อาจจะเพื่อโฆษณาสินค้าต่างๆ สปายแวร์บางตัวก็สร้างความรำคาญเพราะจะเปิดโฆษณาสินค้าบ่อยๆเเต่บางตัวร้ายกว่านั้นอาจทำให้เราไม่สามารถเข้าใช้อินเทอร์เน็ตได้เลย

                                         วิธีดูอาการของเครื่องคอมพิวเตอร์
-การทำงานคอมพิวเตอร์ช้าลงกว่าปกติ
-คอมพิวเตอร์หยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ
-ตัวเครื่องรีสตาร์ทเองโดยไม่ได้สั่ง แป้นพิมพ์ก็ทำงานผิดปกติ หรือไม่ทำงานเลย

                                          วิธีป้องกันคอมพิวเตอร์จากไวรัส
-อย่าเปิดอ่านอีเมลแปลกๆ
-สแกนไฟล์ต่างๆทุกครั้งก่อนดาวน์โหลดไฟล์ทุกประเภท
-อัพเดทโปรแกรมโปรแกรมป้องกันไวรัสอย่างสม่ำเสมอ
-หมั่นตรวจสอบระบบต่างๆ ของคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอ
-ติดตามข่าวสารข้อมูลไวรัสชนิดใหม่ๆแลละการป้องกันไวรัวตัวใหม่ๆ
                                                                                                         


วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

อาชญากรรมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต

อาชญากรรมคอมพิวเตอร์

          เป็นการกระทําที่ผิดกฎหมายโดยอาศัยคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือหรือกระทําที่ผิดกฎหมายที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์นั้นสามารถเป็นได้ทั้งเครื่องมือในการกระทําผิดกฎหมายและเป็นเป้าหมายในการทําลายได้เช่นเดียวกัน
        การใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่ผิด
เป็นการกระทําผิดต่อจริยธรรม ศีลธรรม หรือจรรยาบรรณ โดยการกระทําดังกล่าวอาจไม่ผิดกฎหมายก็ได้ แต่อาจสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น เช่น การส่งอีเมล์แบบ Spam ซึ่งเป็นการรบกวนผู้ที่ได้รับอีเมล์ดังกล่าวเป็นต้น
        สาเหตุเพิ่มจํานวนของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
-เทคโนโลยีมีความซับซ้อนมากขึ้นเทคโนโลยีสารสนเทศด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่าย เว็บไซต์
โครงสร้างคอมพิวเตอร์ตลอดจนระบบปฎิบัติการและแอปพลิเคชั่นต่างๆ
-ความคาดหวังของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่มากขึ้นคือคาดหวังว่าคอมพิวเตอร์จะทํางานได้อย่างรวดเร็วตามที่ผู้ใช้ต้องการ
-การขยายตัวและการเปลี่ยนแปลงของระบบคอมพิวเตอร์การเปลี่ยนแปลงจากระบบ Stand-alone ไปเป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นระบบที่ทําให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในโลกนี้เชื่อมต่อกันได้
-การใช้ซอฟต์แวร์ที่มีช่องโหว่เพิ่มมากขึ้น ซอฟต์แวร์ที่ถูกพัฒนามาจําหน่ายมักพบว่ามีช่องโหว่ภายหลังจากการใช้งานของผู้ใช้เช่น ช่องโหว่ที่พบในโปรแกรม Microsoft Windows Vista, RealPlayer Media เป็นต้น
       ประเภทของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
อาชญากรนําเอาการสื่อสารผ่านทางคอมพิวเตอร์มาขยายความสามารถในการกระทําความผิดของตน
การละเมิดลิขสิทธิ์ การปลอมแปลง ไม่ว่าจะเป็นการปลอมแปลงเช็ค การปลอมแปลงรูป เสียง หรือการปลอมแปลงสื่อทางคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่ามัลติมีเดีย
      ปัญหาที่เกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
ปัญหาเรื่องความยากที่จะตรวจสอบว่าจะเกิดเมื่อไร ที่ไหน อย่างไร ทำให้ยากที่จะป้องกันปัญหาในเรื่องการพิสูจน์การกระทำความผิด และการตามรอยของความผิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดที่เกิดขึ้นโดยผ่านอินเทอร์เน็ต
      แนวทางการแก้ไข
-ควรมีการวางแนวทางและกฎเกณฑ์ในการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีอาชญากรรคอมพิวเตอร์
-ให้มีคณะทำงานในคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์พนักงานสอบสวนและอัยการอาจมีความรู้ความชำนาญด้านอาชญากรรมคอมพิวเตอร์น้อย 
-จัดตั้งหน่วยงานเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
     มารยาทในการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ไม่ใช้เครือข่ายเพื่อการทำร้ายหรือรบกวนผู้อื่น
-ไม่ใช้เครือข่ายเพื่อการทำผิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรม
- ไม่ใช้บัญชีอินเทอร์เน็ตของผู้อื่น และไม่ใช้เครือข่ายที่ไม่ได้รับอนุญาต
- ไม่คัดลอกโปรแกรม รูปภาพ หรือสิ่งใดบนอินเทอร์เน็ตมาใช้ โดยมิได้ขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์
- ไม่ฝ่าฝืนกฎระเบียบของหน่วยงานหรือบริษัทที่ท่านใช้บริการอินเทอร์เน็ต
     การหลีกเลี่ยงและรับมือกับภัยออนไลน์
- หลีกเลี่ยงการระบุชื่อจริง เพศ หรืออายุ เมื่อใช้บริการบนอินเทอร์เน็ต
- หลีกเลี่ยงการส่งข้อมูลส่วนตัว ภาพถ่ายของตนเองหรือบุคคลในครอบครัวทางอินเทอร์เน็ต
-หลีกเลี่ยงการโต้ตอบกับบุคคลหรือข้อความที่ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ
- หลีกเลี่ยงการสนทนาหรือนัดหมายกับคนแปลกหน้า 
- หลีกเลี่ยงการสั่งซื้อสินค้าหรือสมัครสมาชิกโดยมิได้อ่านเงื่อนไขให้ละเอียดเสียก่อน
-ไม่คัดลอกโปรแกรม ข้อมูล รูปภาพ หรือสิ่งใดจากอินเทอร์เน็ต โดยไม้ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ และไม่ได้ผ่านการตรวจสอบไวรัสคอมพิวเตอร์

วิเคราะห์คลิปวีดีโอ
      "จอมโจรในโลกไซเบอร์"
Hacker คือเป็ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในด้านคอมพิวเตอร์และในด้านของระบบสูงมากสามารถเข้าใจว่ามีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง Hacker มีบทบาทที่หลากหลายไปมีทั้งด้านดีและด้านที่ไม่ดี
Hacker (while hat Hacker ) จะทำหน้าที่ช่วยป้องกันการขโมยข้อมูลหรือช่วยทำหน้าที่ในการสอดส่องดูแลข้อมูลในระบบว่ามีช่องโหว่ตรงไหนบ้างจะได้ช่วยแก้ไขได้ทันที
Hacker (black hat Hacker )จะทำหน้าที่คอยขโมยข้อมูลในคอมพิวเตอร์และระบบจะสร้างช่องโหว่ให้กับคอมพิวเตอร์
มี 6 วิธีป้องกัน
1.หมั่นอัพเดทระบบและแอนตี้ไวรัสและโปรแกรมอื่นๆอยู่เสมอ
2.ถึงจะมีโปรแกรมแอนตี้ไวรัสสแกนอยู่ไม่ใช่ว่าปลอดภัยเสมอไป
3.ติดตั้งไฟล์วอร์
4.ระมัดระวังในการเล่นอินเทอร์เน็ต
5.ฝึกตัวเองให้เป็นคนรอบครอบ ปลอดภัยไว้ก่อน
6.ติดตามรูปแบบ ข่าวสารอยู่เสมอ


วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ

ความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ





       ความมั่นคงปลอดภัย คือสถานะที่มีความปลอดภัย ไร้กังวล กล่าวคือ อยู่ในสถานะที่ไม่มีอันตรายและได้รับการป้องกันจากภัยอันตรายทั้งที่เกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือโดยบังเอิญ
       ความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ คือ การป้องกันสารสนเทศและองค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงระบบที่ใช้ในการจัดเก็บและโอนสารสนเทศนั้นด้วย ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในการจัดเก็บและโอนสารสนเทศนั้นด้วย

                         ความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศนั้นมีองค์ 3 ประการ คือ
1. ความลับ คือ เป็นการรับประกันว่า ผู้มีสิทธิ์และได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้สารสนเทศที่ถูกเข้าถึงโดยบุคคลที่ไม่มีสิทธิ์หรือไม่ได้รับอนุญาต จะถือเป็นสารสนเทศที่เป็นความลับถูกเปิดเผยซึ่งองค์กรต้องมีมาตรการป้องกัน
2. ความถูกต้องความสมบูรณ์ คือ ความครบถ้วนถูกต้อง และไม่มีสิ่งปลอมปน ดังนั้นสารสนเทศที่มีความสมบูรณ์จึงเป็นสารสนเทศที่นําไปใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน
3. ความพร้อมใช้ คือ สารสนเทศจะถูกเข้าใช้หรือเรียกใชJงานได้อย่างราบรื่น โดยผู้ใช้ระบบอื่นที่
ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากเป็นผู้ใช้ระบบที่ไม่ได้รับอนุญาต การเข้าถึงก็จะล้มเหลวถูกขัดขวาง

                          อุปสรรคของงานความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ
       ความมั่นคงปลอดภัย คือ ความไม่สะดวกต้องเสียเวลาป้อนรหัสผ่านพิสูจน์ตัวตนมีความซับซ้อนบางอย่างที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่ทราบผู้ใช้ไม่ระวังไม่ชํานาญและไม่ระวังจึงตกเป็นเหยื่อของการโจมตีการพัฒนาซอฟต์แวรไม่คํานึงถึงความปลอดภัยหรือคํานึงถึงในภายหลัง

สรุป 
คลิปที่ 1 
           จริยธรรม คือ คนขับรถโดยสารเป็นคนที่ไม่มีจริยธรรมไม่มีจิตสำนึกทำตัวแย่ไม่น่าเชื่อถือให้กับคนในรถเห็นทำว่าตัวเองเก่งคิดจะทำอะไรก็ได้ โดยไม่สนใจผู้อืน
           ศีลธรรม คือ  คนขับรถโดยสารเป็นคนที่ประพฤติตัวที่ไม่ดี มีนิสัยที่ใจร้อนไม่รับฟังคนรอบข้างที่พูดออกมา ทำตัวประมาทไม่สนใจคนที่เขานั่งมาด้วยภายในรถว่าเขาจะเกิดอาการอย่างไร
           จรรณยาบรรณ คือ คนขับรถโดยสารเป็นคนที่ไม่มีจรรณยาบรรณมีการประพฤติตัวที่ไม่เหมาะสมต่อการประกอบอาชีพการงานไม่รักษาความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร ไม่ควรจะมาขับรถอีก

คลิปที่ 2
            จริยธรรม คือ เด็กผู้หญิงคนนี้ไม่มีจริยธรรมทำตัวน่ารังเกียจให้กับคนในสังคมไม่มีจิตสำนึกกับการกระทำที่ตัวเองแสดงออกมาและไม่อับอายต่อผู้คนที่พบเจอ
             ศีลธรรม คือ  เด็กผู้หญิงคนนี้ประพฤติตัวไม่ดีทำตัวเปิดเผยมากเกินไป ชอบโชว์ให้กับคนอื่นเห็นกับพฤติกรรมที่แสดงออกมาไม่สมควรอย่างยิ่ง
            จรรณยาบรรณ คือ  เด็กผู้หญิงคนนี้ไม่มีจรรณยาบรรณมีการประพฤติตัวที่ไม่ดีและไม่เหมาะสมต่อตัวเองและผู้อื่นทำให้เกิดการเสื่อมเสียชื่อเสียงของตัวเองและคนในสังคม

คลิปที่ 3
           คือได้รับรู้ในด้านของการใช้อินเตอร์เน็ตในโลกออนไลน์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป
ข้อดี
- สร้างสังคมออนไลน์ขึ้นมาเพื่อใช้ติดต่อกับผู้คนมากมาย
- เป็นช่องทางในการโฆษณา
- สามารถนำเสนอ และแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน
- นำมาประยุกต์ใช้แทนโทรศัพท์มือถิอ
-เป็นแหล่งบันเทิง

ข้อเสีย
- เราไม่สามารถรู้เลยว่าคนที่เราคุยด้วยกันเป็นใคร
- นำรูปเราไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาติ
- ละเมิดลิขสิทธิ์
- ในการดาวน์โหลดข้อมูลมีการติดไวรัส
- มีการลักลอบเอาบัญชีของเราไปใช้

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557

จริยธรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

การสร้างจริยธรรม

            ความหมายและความสําคัญของจริยธรรม
จริยธรรม คือ หลักของความถูกต้องและไม่ถูกต้องซึ่งถูกใช้เป็นตัวแทนของหลักในการปฏิบัติตนของบุคคลความสัมพันธ์ของหลักทางศีลธรรมอันได้แก่ความดีและความชั่วความถูกต้องและไม่ถูกต้อง หรือหน้าที่และกฎเกณฑ์ทางศีลธรรม
      ดังนั้น หลักจริยธรรมจึงเป็นกฎเกณฑ์ที่กําหนดขึ้นเพื่อสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยของคนในสังคมหากบุคคลอยู่ในสังคมซึ่งมีวัฒนธรรมและประเพณีที่แตกต่างกันย่อมมีหลักจริยธรรมที่แตกต่างกันออกไปบ้าง ไม่ว่าจะสังคม เชื้อชาติ หรือศาสนาใดก็ตาม 
     จริยธรรม   เป็นหลักประพฤติปฏิบัติของบุคคลในสังคมใดๆ (ไม่บังคับใช้ แต่เกิดจากการปลูกฝัง สร้างจิตสํานึก)
     ศีลธรรม     เป็นการประพฤติที่ดีที่ชอบ เป็นการประพฤติปฏิบัติในทางศาสนา 
    จรรณยาบรรณ  เป็นการประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกําหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียง และฐานะของสมาชิก อาจเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้

    จริยธรรมทางธุรกิจ   หลักและมาตรฐานด้านศีลธรรม ที่ชี้นําพฤติกรรมในโลกธุรกิจ เพื่อการตัดสินใจของแต่ละบุคคลภายในบทบาทขององค์การภายใต้ข้อขัดแย้งระหว่างวัตถุประสงค์และค่านิยมการนําหลักธรรมจริยธรรมมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องชี้นํากิจกรรมทางธุรกิจขององค์กรหากองค์กรดําเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม จะทําให้เกิดผลดี 5 ประการ ดังนี้

•ได้ค่านิยมหรือมีค่าความนิยมเพิ่มมากขึ้น
• การดําเนินงานในองค์กรมีความสอดคล้องกัน
• เพิ่มผลกําไรให้กับธุรกิจ
• ป้องกันองค์กรและพนักงานจากการดําเนินการทางกฎหมาย
• หลีกเลี่ยงข่าวในแง่ลบได้
          กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมการกําหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขององค์กร เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจ
ขององค์กรดําเนินไปด้วยความโปร่งใสปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับทางอุตสาหกรรมและไม่มีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง
        กำหนดจรรณยาบรรณขององค์กรเป็นการประกาศประเด็นด้านจริยธรรมและระบุหลักการปฏิบัติที่สําคัญต่อองค์กรและการตัดสินใจในระดับต่างๆควรเน้นในเรื่องของความเสี่ยงด้านจริยธรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของตนในแต่ละวันให้มีการตรวจสอบทางสังคมเป็นการตรวจสอบการดําเนินกิจกรรมทางสังคมขององค์กรโดยองค์กรจะต้องรายงานผลการดําเนินกิจกรรมทางสังคมให้แก่บุคลากรทุกกลุ่มกําหนดเงื่อนไขทางจริยธรรมไว้ในแบบประเมินพนักงานเพื่อให้การดําเนินงานเป็นไปตามนโยบายจริยธรรมทางธุรกิจ บางองคกรอาจเพิ่มเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมในแบบประเมินพนักงานเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดจริยธรรมของพนักงาน
      ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศกับพฤติกรรมที่ขัดหลักจริยธรรมหลักสูตรบริหารธุรกิจ 
ด้วยอิทธิพลของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและอีคอมเมิร์ซ ทําให้หลายองค์กรมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลของลูกค้าอย่างเหมาะสม การรักษาความลับของลูกค้า ตลอดจนการป้องกันทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น
     จริยธรรมสําหรับผู้ใช้ไอที
ประเด็นด้านจริยธรรมสําหรับผู้ใช้ไอที
1. การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์
2. การใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างไม่เหมาะสม
3. การแบ่งปันสารสนเทศอย่างไม่เหมาะสม
     บัญญัติ 10 ประการ ในการใช้คอมพิวเตอร์
1. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทําอันตรายต่อผู้อื่น
2. ต้องไม่แทรกแซงหรือรบกวนงานคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่น
3. ต้องไม่สอดแนมไฟล์คอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่น
4. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ในการลักขโมย
5. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นพยานเท็จ
6. ต้องไม่คัดลอกหรือใช้ซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์
7. ต้องไม่ใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาติหรือไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม
8. ต้องไม่ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น
9. ต้องตระหนักถึงผลที่ตามมาต่อสังคมที่เกิดจากโปรแกรมที่ตัวเองเขียนหรือกําลังออกแบบอยู่เสมอ
10. ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่พิจารณาดีแล้วว่าเหมาะสมและเคารพต่อเพื่อมนุษย์ด้วยกันเสมอ